
บนหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษในช่วงต้นยุค 2000 สมัยที่ยังมีแค่ "บิ๊กโฟร์" และแต่ละทีมต่างก็ลากเส้นโยงใยความเป็นอริชนกันอิรุงตุงนัง ยังมีผู้จัดการทีมแห่งยุคนั้นอีกคู่หนึ่ง ที่สร้างเรื่องราวคลาสสิกไว้มากมาย
คนหนึ่งสร้างตำนานทันทีตั้งแต่เหยียบเวที พรีเมียร์ลีก และเปลี่ยนให้ เชลซี กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในเกาะอังกฤษ ด้วยฟุตบอลที่สมดุลอย่างเหลือเชื่อ
และอีกคน แม้จะไม่ได้รับการยกย่องมากเท่า แต่ก็เป็นชายผู้ทำให้ ลิเวอร์พูล ครองแชมป์ยุโรปมากที่สุดในเกาะอังกฤษด้วยแชมป์สมัยที่ 5 ... มากกว่าอีก 3 ทีมในกลุ่มบิ๊กโฟร์ตอนนั้นเคยได้มารวมกันเสียอีก
คนแรกคือ โชเซ่ มูรินโญ่ ส่วนคนที่สอง ที่เรากล่าวถึงคือ ราฟาเอล เบนิเตซ ... และบังเอิญว่าทั้ง 2 คนนี้ มีเหตุปะทะกันโดยตรงจนสร้างตำนานไว้ไม่น้อย
ติดตามเรื่องราวของ 2 อริแห่งยุคกับ MAIN STAND
2 กุนซือผู้มากับคำว่า "ยุคสมัย"
ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในช่วงยุค 1990 จนถึงต้นยุค 2000 ไม่ใช่เวทีที่ทีมจากอังกฤษเป็นขาประจำในรอบลึก ๆ สักเท่าไรนัก เหตุผลอาจเป็นเพราะด้วยสไตล์การเล่นของทีมในอังกฤษสมัยนั้นส่วนใหญ่ยังไม่เหมาะกับเวทียุโรปมากนัก
และอีกเรื่องต้องไม่ลืมว่า ช่วงยุค 1980 ทีมจากอังกฤษโดนแบนจากเกมยุโรปถึง 5 ปี จาก "โศกนาฏกรรมเฮย์เซล" (สำหรับ ลิเวอร์พูล ที่แฟนบอลของพวกเขาก่อเหตุในเกมรอบชิงชนะเลิศ ยูโรเปี้ยนคัพ กับ ยูเวนตุส เมื่อปี 1985 โดนแบนเพิ่มเป็น 6 ปี) ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า ส่งผลสู่เหตุผลข้อแรกด้วย
นับตั้งแต่ปี 1992 ที่ ยูโรเปี้ยนคัพ เปลี่ยนชื่อเป็น แชมเปี้ยนส์ลีก (บาร์เซโลน่า เป็นทีมสุดท้ายที่ได้แชมป์ในชื่อเดิมเมื่อปี 1992) จนถึงปี 2004 มีทีมจากอังกฤษได้แชมป์ถ้วยนี้แค่ทีมเดียวเท่านั้นคือ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 1999 ... ที่เหลือนั้นไม่มีเลย และมันยิ่งชวนฉงนเมื่อในช่วงเวลาเดียวกัน ทีมอย่าง โอลิมปิก มาร์กเซย, อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ หรือ เอฟซี ปอร์โต้ ที่ชื่อชั้นไม่ได้ใหญ่หรือดีกว่าสโมสรจากอังกฤษเลย กลับเคยสัมผัสบิ๊กเอียร์ในช่วงเวลาดังกล่าวทั้งสิ้น

มีคำอธิบายที่คลาสสิก และใครต่อใครก็พูดตรงกันว่า ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าถึงแม้ทีมจากอังกฤษจะมีสไตล์ที่ ดุดัน แข็งแรง รวดเร็ว และก้าวร้าว แต่ก็ไม่ได้ยากสำหรับการเอาชนะมากนัก เพราะสิ่งที่ทีมจากอังกฤษยังขาดคือเรื่องของแท็กติก ขาดความหลากหลาย และความเขี้ยวในเกมที่ระดับความสามารถของนักเตะสูสีกัน ... เมื่อเจอเกมลักษณะนี้ ทีมจากอังกฤษก็มักจะเสียเหลี่ยม พลาดพลั้งอยู่เป็นประจำ
โรมัน อบราโมวิช เจ้าของสโมสร เชลซี เห็นปัญหานี้เช่นกัน เพราะทุกคนรู้ดีว่า เป้าหมายสูงสุดของเขาในการซื้อทีมสิงห์บลูส์ คือการพิชิตยุโรป และเขาเลือกจะแก้ปัญหาด้วยวิธีง่าย ๆ ของคนที่มีเงิน แต่ก็เป็นวิธีที่เราต่างรู้ว่ามันได้ผลดีมาทุกยุคทุกสมัย ... เมื่อเจอคนเก่งที่สู้ไม่ได้ ก็จงเอาเขามาเป็นพวก
เสี่ยหมีจ้าง โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาทำงานกุนซือในฤดูกาล 2004-05 ... กุนซือหนุ่มชาวโปรตุเกสที่คว้าแชมป์ยุโรปกับ ปอร์โต้ มาหมาด ๆ มาพร้อมมาดไม่ธรรมดา และลีลาที่สื่ออังกฤษเห็นแล้วต้องปรบมือชอบใจ เพราะฝีปากของเขาคมกริบ และแสบสันในเวลาเดียวกัน
ทุกครั้งที่เอ่ยปากพูด ทุกคนต้องหยุดรอฟังวาทะของเขา ยิ่งเมื่อบวกกับพลังเงินในยุคที่ไม่มีกฎ FFP หรือ PSR มาวุ่นวายให้ปวดหัว มูรินโญ่ ก็สร้าง เชลซี ให้ผยองได้ตามที่ปากของเขาพูด

ขณะที่ฝั่งของ ลิเวอร์พูล ในช่วงเวลาเดียวกัน พวกเขาแยกทางกับ เชราร์ อุลลิเย่ร์ ที่คุมทีมมานานและผลงานเริ่มชนเพดาน พวกเขาต้องการกุนซือที่สดใหม่ทางแนวคิด และมีแชมป์การันตีในคราวเดียวกัน
ณ เวลานั้น ตระกูลมัวร์ เจ้าของทีมลิเวอร์พูล ไม่ได้มีเงินมากนักเมื่อเทียบกับฝั่งเสี่ยหมีของเชลซี แต่อย่างน้อยที่สุดภายใต้งบประมาณทำทีมที่จำกัดกว่า พวกเขาก็เลือกได้ถูกคน ด้วยการจ้าง ราฟาเอล เบนิเตซ ชายสเปนที่เป็นเหมือนคนละขั้วกับ มูรินโญ่
มาดของ ราฟา ไม่ได้เท่และสุขุมเท่า ภาพลักษณ์ภายนอกไม่ได้เนี้ยบเท่า แต่ถ้าคุณจะวัดกันที่ผลงานก็ต้องบอกว่าเป็นมวยถูกคู่ ราฟาคือผู้พา บาเลนเซีย คว้าแชมป์ ลา ลีกา มาครองได้ถึง 2 สมัย (2001-02 และ 2003-04) และยังแนบถ้วยยุโรปถ้วยรองอย่าง ยูฟ่าคัพ มาเป็นของสมนาคุณได้อีก 1 สมัย ในซีซั่นเดียวกับที่ มูรินโญ่ คว้าถ้วยหูใหญ่
ทั้งมูรินโญ่และเบนิเตซ มาอังกฤษ เพื่อทำสิ่งที่พวกเขาเคยทำสำเร็จมาแล้วกับสโมสรเก่า ... สร้างทีมขึ้นมา เพื่อคว้าแชมป์ลีก และถ้าถึงเวลาอันเหมาะสม โชคชะตานำพาพวกเขาไปสู่ฟุตบอลยุโรปรอบลึก ๆ พวกเขาก็สามารถทำให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า "เหลี่ยม" ของพวกเขาจะไม่ถูกใครลบได้ง่าย ๆ เช่นกัน
เรียกได้ว่าไม่ว่าจะ "นอกในไชยา" พวกเขาคือกุนซือที่พร้อมท้าดวลกับทุกทีม และทุกแท็กติกอย่างแท้จริง
ประตูผีจุดไฟแค้น
อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น เรื่องความพร้อมด้านการเงินคือสิ่งที่เชลซีและมูรินโญ่จูนกันอย่างลงตัว และทำให้ทุกอย่างเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นานนัก พวกเขาก็กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในอังกฤษตั้งแต่ยังไม่ได้แชมป์เลยด้วยซ้ำ
ฟุตบอลของมูรินโญ่ นิ่งสงบ มีความแน่นอน และยืดหยุ่นสูง จะให้เล่นรับแบบเหนียวแน่นปิดตายก็ทำได้ จะให้เร่งบุกเพื่อเอาประตูก็ทำได้เหมือนกัน ทีมชุดฤดูกาล 2004-05 ของเขา จึงได้รับคำชมมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการเป็นสุดยอดทีมที่เล่นเกมรับดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก กับการเสียเพียง 15 ประตู ตลอดซีซั่น ที่สถิตินั้นยังอยู่ถึงทุกวันนี้
แต่กับราฟานั้น ต้องยอมรับว่าเป็นอะไรที่ต่างออกไปอีกครั้ง สำหรับผลงานของลิเวอร์พูลในเกมลีก แม้ในภาพรวม ราฟาจะทำออกมาได้ดี แต่เมื่อถึงรายละเอียดปลีกย่อย พวกเขายังเป็นทีมที่พลาดง่าย ๆ ทำแต้มตกหล่นบ่อย ๆ

ถ้าเชลซีคือทีมอันดับ 1 ของลีก ก็ต้องบอกว่า ลิเวอร์พูลไม่ได้ใกล้เคียงในการถูกเรียกว่า "คู่แข่งแย่งแชมป์" เลยด้วยซ้ำ อะไรที่ยืนยันได้น่ะเหรอ ก็จุดเริ่มต้นของความบาดหมางและเป็นอริกันของทั้งคู่ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 4 ทีมสุดท้ายในฤดูกาลนั้นแหละ ที่บอกถึงความห่างของ เชลซี และ ลิเวอร์พูล ได้เป็นอย่างดี
ในเกมเลกแรกที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ เชลซีทำอะไรลิเวอร์พูลไม่ได้ จบเกมด้วยการเสมอ 0-0 และ มูรินโญ่รู้สึกว่าลูกทีมของเขาเกร็งเกินไป ดังนั้นในเกมที่ แอนฟิลด์ เขาจึงมีวิธีปลุกใจเด็ก ๆ ของเขาให้เล่นเป็นธรรมชาติมากกว่านี้ให้ได้
"33" คือตัวเลขที่มูรินโญ่เขียนบนกระดานแท็กติกของทีมในห้องแต่งตัวที่ แอนฟิลด์ ก่อนที่เชลซีจะลงเล่นเกมเลก 2 กับลิเวอร์พูล ในรอบตัดเชือก ตัวเลขแค่ 2 ตัว บ่งบอกวาทศิลป์ของมูรินโญ่ได้เป็นอย่างดี เพราะหลังจากเขาเขียนเสร็จเขาก็พูดว่า
"33 คือระยะห่างของคะแนนระหว่างพวกเราและลิเวอร์พูลในลีก ... ดังนั้นไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น พวกเราชนะพวกมันได้แน่" คำบอกเล่าจาก กีเยม บาลาเก้ กูรูฟุตบอลสเปนที่ออกมาเล่าเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องใช้ประโยคคลาสสิกที่ว่า "ฟุตบอลไม่ใช่บัญญัติไตรยางค์" อะไรเกิดขึ้นในเกมนั้นเราต่างรู้ดี เชลซีเหนือกว่าตามหน้าเสื่อ แต่เจอทีเด็ดจาก หลุยส์ การ์เซีย และลูกยิง "ประตูผี" (Ghost Goal) ของเขา ลูกยิงที่ทุกวันนี้ก็ยังเถียงกันไม่จบว่ามันข้ามเส้นไปแล้วหรือยัง แต่ลูกยิงนั้นแหละที่ทำให้มูรินโญ่ต้องมองราฟาใหม่อีกครั้ง และให้ความเป็นอริเพิ่มมากกว่าเดิมหลายเท่า
"ทีมที่ดีที่สุดเป็นฝ่ายแพ้" มูรินโญ่เอ่ยประโยคสะท้านทรวงของเขา เปิดฉากใส่ราฟา และหลังจากนั้น เมื่อถึงคราว ราฟาได้โอกาสพูดกลับบ้าง สัญญาณของการเป็นอริอย่างเป็นทางการของพวกเขาทั้งคู่ก็เริ่มขึ้น ด้วยคำพูดที่ราฟาบอกว่า
"จริง ๆ เราก็เป็นเพื่อนกัน จนกระทั่งลิเวอร์พูลเริ่มชนะเชลซีนั่นแหละ หลังจากนั้น เขาก็เปลี่ยนไป ... เชลซีอาจจะเป็นทีมที่แข็งแกร่ง แต่เงินซื้อความคลาสสิก และประวัติศาสตร์แบบที่แอนฟิลด์มีไม่ได้"
การโดนเขี่ยตกรอบ และตบท้ายด้วยประโยคนี้มันแสบแค่ไหน ทุกคนย่อมรู้ดีใช่ไหมล่ะ ?
หอกข้างแคร่ที่แพ้ทาง
เชลซีอาจจะจบฤดูกาล 2004-05 ด้วยการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่ลิเวอร์พูลก็จบซีซั่นเดียวกันด้วยการเป็นแชมป์ยุโรป ... มันดูน่ากวนใจไหมล่ะ ลองคิดดูสิ ถ้าคุณคือ โชเซ่ มูรินโญ่ ทีมของคุณเพิ่งจะได้รับการเรียกว่าทีมที่ดีที่สุดในเกาะอังกฤษได้ราว ๆ 3-4 สัปดาห์ แต่คุณกลับถูกทีมอันดับ 5 เขี่ยร่วงในฟุตบอลยุโรป และทีม ๆ นั้น ดันกลายเป็นแชมป์ถ้วยใหญ่ที่สุดในทวีปอีกต่างหาก
เหตุนี้เองทำให้มูรินโญ่อยู่เฉยไม่ได้ ในซัมเมอร์ปีนั้น เขายกระดับความเป็นอริกับราฟา และกระตุกจิตกระชากใจแฟนบอลลิเวอร์พูลในคราวเดียวกัน เพราะตอนนี้เขาต้องการ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ผู้เป็นดั่งสัญลักษณ์ของสโมสรลิเวอร์พูลมาร่วมทีม ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เจอร์ราร์ดถึงขั้นขอขึ้นบัญชีซื้อขายเลยทีเดียว
มีการเปิดเผยจากเจอร์ราร์ดภายหลังว่า มูรินโญ่ทำให้เขาใจลอยไปที่ เดอะ บริดจ์ ด้วยการขายโปรเจกต์ต่าง ๆ นานา รวมถึงจัดวางความสำคัญให้กับเขาเป็นพิเศษ

"ผมทำทุกอย่างเท่าที่ผู้จัดการทีมคนหนึ่งจะทำได้ เพื่อดึงตัว สตีวี่ จี มาเชลซี ผมฝันถึงแดนกลางที่มี มาเกเลเล่, แลมพาร์ด และเจอร์ราร์ด เล่นร่วมกัน พวกเขาจะเป็น 3 กองกลางที่ไม่มีใครบนโลกนี้หยุดได้" นี่คือสิ่งที่มูรินโญ่พูด คิดดูเอาแล้วกันว่าขนาดเราเป็นแฟนบอลยังชวนฝันขนาดนี้ แล้วเจอร์ราร์ดที่ได้คุยกับมูรินโญ่ตรง ๆ จะไม่ใจลอยได้อย่างไร ?
แต่ที่สุดแล้วมันน่าเสียดายสำหรับมูรินโญ่ เพราะสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นจริง เจอร์ราร์ดพบว่าท้ายที่สุดแล้วเขาทำไม่ลง เมื่อเห็นเหล่า "สเกาเซอร์" เริ่มสาปแช่ง และเผาเสื้อที่มีหมายเลขของเขา
ไม่ต้องแปลกใจเลยจริง ๆ ว่าทำไมมูรินโญ่จึงอยากจะได้ตัวเจอร์ราร์ดขนาดนั้น ... เหตุผลก็เพราะเจอร์ราร์ดเป็นคนสำคัญอย่างมากสำหรับลิเวอร์พูล โดยเฉพาะในเกมบิ๊กแมตช์ เขาเป็น "บิ๊กเกม เพลเยอร์" ที่ปรากฏตัวในเวลาที่ทีมต้องการเสมอ และในยุคของราฟานั้น สไตล์ฟุตบอลที่เขาติดตั้งให้ลิเวอร์พูล กลายเป็นทีมที่เล่นเกมแบบนัดต่อนัดเก่งมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจอกับทีมเชลซีของมูรินโญ่

ตั้งแต่ปี 2004 ถึงปี 2007 เชลซีของมูรินโญ่ เจอกับลิเวอร์พูลของราฟา ถึง 16 ครั้ง มากที่สุดเหนือคู่แข่งทุกทีม และตลอดอาชีพการคุมทีม ราฟาเป็นกุนซือที่เอาชนะมูรินโญ่ได้ถึง 6 ครั้ง ซึ่งมากที่สุดในอดีต ก่อนโดน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทำลายสถิติในภายหลัง
มีการวิเคราะห์กันว่า ฟุตบอลของทั้งคู่เหมือนเกมหมากรุกที่ซับซ้อน เชลซีของมูรินโญ่ แข็งแกร่ง ดุดัน และปิดเกมเก่งมาก แต่ลิเวอร์พูลของราฟา ก็เป็นทีมที่มีวินัยสูง ยืดหยุ่น อ่านเกมและแก้ทางได้แม่นยำ
หลุยส์ การ์เซีย ผู้ยิง "ประตูผี" เล่าต่อว่า มันเป็นเพราะราฟา "เตรียมเกมเฉพาะเจาะจง" สำหรับเชลซี เขาศึกษาแทบทุกจังหวะของคู่แข่ง ราฟารู้ว่า มูรินโญ่เก่งมากกับทีมที่เปิดเกมบุกใส่
ดังนั้นทุกครั้งที่ลิเวอร์พูลเจอกับเชลซีของมูรินโญ่ ราฟาจึงสั่งให้ลูกทีมเล่นแบบระมัดระวัง ไม่เปิดเกมรุกถ้าไม่จำเป็น และเตรียมทีเด็ดเอาไว้จากลูกตั้งเตะ ลูกยิงไกล และจังหวะฉาบฉวย ซึ่งเจอร์ราร์ดเป็นคนที่มีบทบาทกับลูกเล่นลักษณะนี้แทบทั้งหมด น่าเสียดายที่เจอร์ราร์ดเปลี่ยนใจ แต่มองในอีกแง่ ก็คือ การที่เจอร์ราร์ดยังคงอยู่กับลิเวอร์พูล มันก็ยิ่งทำให้การเจอกันของทั้ง 2 ทีมสนุก น่าดู และมีประเด็นให้น่าติดตามเสมอ
ที่สำคัญ เจอร์ราร์ดก็กลายเป็นส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้ลิเวอร์พูลเป็นหอกข้างแคร่ ทำให้เชลซีในยุคของมูรินโญ่ ที่ต่อจะให้ได้รับคำชมมากแค่ไหน ก็ยังมีเรื่องขัดใจเล็ก ๆ เมื่อต้องได้ยินชื่อของ เจอร์ราร์ด, ราฟาเอล เบนิเตซ และ ลิเวอร์พูล

เรียกได้ว่าตลอดช่วงปี 2004-2007 คือยุคทองของการปะทะกันทางกึ๋นระหว่างสเปนกับโปรตุเกสบนแผ่นดินอังกฤษ แม้มูรินโญ่จะประสบความสำเร็จมากกว่าในแง่ของถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีก แต่ราฟาก็ฝากแผลเป็นขนาดใหญ่ไว้ในใจของ "เดอะ สเปเชียล วัน" ทุกครั้งที่เพลงแชมเปี้ยนส์ลีกดังขึ้น
การต่อสู้ของทั้งคู่คือเรื่องของศักดิ์ศรี ทัศนคติ และการแย่งชิงความเป็นหนึ่งที่ทำให้พรีเมียร์ลีกในยุคนั้นน่าตื่นเต้นที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์
แม้กาลเวลาจะผ่านไป แต่ภาพของมูรินโญ่ที่ทำนิ้วจุ๊ปากใส่แฟนบอลลิเวอร์พูล หรือภาพราฟาที่กางสมุดจดบันทึกข้างสนามในค่ำคืนที่เชลซีพ่ายแพ้ ยังคงเป็นตำนานที่เล่าขานกันไม่รู้จบ ... ในฐานะ "สงครามของผู้จัดการทีมที่เกลียดการพ่ายแพ้มากที่สุดในโลก"
แหล่งอ้างอิง
https://www.thisisanfield.com/2025/05/why-jose-mourinho-wrote-33-before-2005-semi-final-at-anfield/
https://www.theguardian.com/football/2005/sep/30/newsstory.sport13
https://www.liverpoolecho.co.uk/sport/football/football-news/liverpool-rafa-benitez-masterclass-spoiled-18128596
https://www.liverpool.com/liverpool-fc-news/features/liverpool-chelsea-premier-league-rivalry-16955727
https://www.espn.in/football/story/_/id/37486572/mellows-once-bitter-jose-mourinho-rafael-benitez-rivalry
https://www.uefa.com/uefachampionsleague/match/80760--liverpool-vs-chelsea/
https://www.reddit.com/r/soccer/comments/7wtlwm/6_jose_mourinho_has_now_lost_six_times_against/