
เม็กซิโก ไม่เคยเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายมาตั้งแต่ปี 1986 หรือ 40 ปีที่แล้ว จนกลายเป็นอาถรรพ์ถึงขั้นที่ต้องเอาไปทำสารคดีในชื่อว่า El Quinto Partido ก่อนฟุตบอลโลก 2026 จะเริ่ม
เหตุใดแก่นแท้ของฟุตบอลเม็กซิโกถึงยังไม่เพียงพอต่อการไปถึงรอบ 8 ทีมเสียที อาถรรพ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากอะไร ติดตามกับ MAIN STAND
กำแพงที่มองไม่เห็น
"แก่นแท้ของฟุตบอลเม็กซิโกคือความภาคภูมิใจ" ราฟาเอล มาร์เกซ อดีตกัปตันทีมผู้ยิ่งใหญ่ของทัพจังโก้ ตอบคำถามนี้สั้น ๆ แต่มันสะท้อนให้เห็นว่า เม็กซิโก เชื่อมั่นในตัวเองเสมอว่าหากเทียบกันเรื่องฟุตบอลในโซนคอนคาเคฟ พวกเขาคือ "พี่ใหญ่" และเป็นความภาคภูมิใจของทวีป
สไตล์ฟุตบอลของพวกเขาคือภาพสะท้อนของสายเลือดละติน นักเตะเม็กซิโกมีความคล้ายนักเตะอเมริกาใต้ที่ส่วนใหญ่จะเป็นนักเตะตัวเล็ก แต่เทคนิคดี เล่นฟุตบอลด้วยจินตนาการ และมักจะเปิดเกมรุกใส่คู่แข่งโดยธรรมชาติ
ถ้าคุณได้ดูฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่าน ๆ มา คุณจะเห็น เม็กซิโก เป็นเช่นนี้มาเสมอ โดยเฉพาะในรอบแบ่งกลุ่ม
เม็กซิโกคือหนึ่งในทีมที่เล่นรอบแรกได้น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด พวกเขาสามารถล้มยักษ์ใหญ่ระดับแชมป์โลกได้เป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็นการเชือดฝรั่งเศสในปี 2010 หรือการหักปีกอินทรีเหล็กเยอรมนีในปี 2018

ทว่าหลังจากเกมที่ 4 หรือเกมรอบ 16 ทีมเป็นต้นไป อะไรต่าง ๆ ที่เคยสร้างไว้ในรอบแบ่งกลุ่ม กลับไม่เคยเหมือนเดิม เม็กซิโก แทบจะกลายเป็นคนละทีม ฟอร์มหลุด และแพ้ตกรอบ ที่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเสมอ
ในหน้าประวัติศาสตร์บอกว่า เม็กซิโก เคยผ่านไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายแค่ 2 ครั้งในฟุตบอลโลกปี 1970 และ 1986 ซึ่งทั้ง 2 ครั้งนี้ พวกเขาเป็นเจ้าภาพทั้งหมด ทว่าตอนนี้ก็ผ่านมาแล้ว 40 ปี พวกเขาก็ยังไม่เคยไปถึงจุดนั้นได้อีกเลย
นับตั้งแต่ปี 1994 เป็นต้นมา เม็กซิโกสร้างสถิติอันน่าเหลือเชื่อด้วยการผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ถึง 7 สมัยติดต่อกัน แต่พวกเขากลับโชคร้ายที่ต้องจอดป้าย ณ สถานีนั้นทั้งหมด คำว่า "El Quinto Partido" หรือการก้าวไปให้ถึงเกมที่ 5 กลายเป็นกำแพงทางจิตวิทยาขนาดมหึมาที่มองไม่เห็น
ยิ่งพวกเขาขยับเข้าใกล้ขอบเขตของเกมที่ 5 มากเท่าไหร่ แรงกดดันจากความคาดหวังของคนทั้งชาติก็ยิ่งบีบอัดจนกลายเป็นความกลัวที่หยั่งรากลึกในใจของนักเตะทุกคน
ศิลปะแห่งความผิดหวัง
ถ้ามองตามหลักวิทยาศาตร์หรือความเป็นไปได้ มันไม่ใช่อาถรรพ์อะไรหรอก แต่ด้วยความเป็นเม็กซิโก พวกเขาผูกพันกับเรื่องแนวความเชื่อและโชคลางมาตั้งแต่บรรพกาล และการผิดหวังที่เดิมซ้ำ ๆ ก็ถูกทึกทักว่าเป็นอาถรรพ์แบบเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งเมื่อเราย้อนดูรายละเอียดแต่ละเกมที่พวกเขาแพ้ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกแต่ละครั้ง เราจะไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาคิดว่ามันเป็นอาถรรพ์จนเกิดความกดดันในใจไปเองทั้งประเทศ
เพราะในแต่ละครั้ง เม็กซิโก ไม่ได้แพ้แบบสู้ไม่ได้ แต่พวกเขามักตกรอบแบบเจ็บปวดเหมือนกับมีคนกำหนดชะตากรรมของพวกเขาไว้ล่วงหน้า พวกเขามักเล่นได้ดีกว่า นำก่อน สู้ทีมใหญ่ได้สนุก แต่ตอนจบเป็นเหมือนเดิมเสมอ นั่นคือความต้องรับกับความพ่ายแพ้

เช่นปี 1998 พวกเขานำ เยอรมนี 1-0 แต่โดนยิงท้ายเกมแพ้ 1-2, ปี 2006 พวกเขาเล่นอาร์เจนตินาซะเจียนอยู่เจียนไป แต่เจอลูกยิงผีจับยัดของ มักซี่ โรดรีเกซ ในช่วงต่อเวลาพิเศษ, ปี 2014 หนักที่สุด พวกเขานำ เนเธอร์แลนด์ จนนาทีที่ 88 ก่อนจะโดนตีเสมอ และเสียจุดโทษที่พวกเขามองว่าไม่ควรจะเสีย จากการพุ่งล้มของอาร์เยน ร็อบเบน สุดท้ายแพ้ไป 1-2 แบบที่น้ำตาแตกกันทั้งสนาม
ทุกอย่างที่คุณนึกออกสำหรับคำว่าโชคร้ายในโลกฟุตบอล เม็กซิโก เจอมันมาหมดแล้วในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ทั้งการสกัดเข้าประตูตัวเอง การโดนใบแดง การเสียจุดโทษแบบค้านสายตา และการแพ้แบบไม่ทันตั้งตัว เพียงพริบตาเดียวโดนยิง 2 ลูก ตกรอบแบบงง ๆ
การปลดแอกที่ยังมาไม่ถึง
อดีตนักเตะหลายคนของเม็กซิโก บอกว่ามันไม่ใช่อาถรรพ์ มันไม่ใช่เรื่องโชคชะตา แต่มันคือเรื่องของสิ่งที่อธิบายง่าย ๆ นั่นคือการขาดสมาธิในการแข่งขันจริง
ออสวัลโด ซานเชซ อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติเม็กซิโก กล่าวในปี 2006 ว่า "มันก็แค่เรื่องการขาดสมาธิ การขาดรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คุณอาจจะไม่ได้ใส่ใจมันนัก แต่สิ่งเหล่านี้มันทำให้คุณเจ็บปวดเหลือแสน ผมยืนยันว่ามันไม่ใช่อาถรรพ์ และจากนี้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเพราะเราได้เรียนรู้จากความผิดพลาดต่าง ๆ ในอดีตที่เกิดขึ้นแล้ว"

แม้การเรียนรู้จากความผิดพลาดจะเป็นเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผล แต่จนถึงตอนนี้ เม็กซิโก ก็ยังไม่สามารถก้าวผ่านรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้เสียที ... ความหลอนอาถรรพ์ไม่เคยจางหายไป แม้กระทั่งตอนนี้ สื่อในประเทศเม็กซิโกยังคงเล่นประเด็นนี้กันหนักหน่วง ถึงขั้นมีการทำภาพยนตร์สารคดีเพื่อหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ในชื่อเรื่อง El Quinto Partido กันเลยทีเดียว
ตอนนี้ดูเหมือนเรื่องอาถรรพ์นี้จะเล่ากันจนเป็นเรื่องที่ติดในใจนักเตะเม็กซิโกรุ่นสู่รุ่น เมื่อเราย้อนบทสัมภาษณ์เรื่อง El Quinto Partido ของนักเตะเม็กซิโกระดับแถวหน้า ทุกคนต่างก็เคยพูดว่าพวกเขาไม่ประหลาดใจนัก เพราะถ้าคุณมองด้วยเหตุผลด้านฟุตบอล แพ้ก็คือแพ้ และพวกเขารู้ว่าตนเองได้ทำเต็มที่แล้ว
ราฟาเอล มาร์เกซ กล่าวถึงเรื่องนี้อีกครั้งในปี 2018 หลังจาก เม็กซิโก แพ้ บราซิล 0-2 ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายว่า "ผมไม่คิดว่ามันเป็นปัญหาทางจิตวิทยา หรืออาถรรพ์ แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่จับต้องได้จริง ๆ พวกเขาทำได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ... สิ่งที่เราทำได้คือกลับไปพยายามกันใหม่ และเตรียมตัวให้ดีในครั้งต่อไปเท่านั้น"

นี่คือความจริงที่ฟังแล้วเข้าหูจากคนที่ผ่านฟุตบอลโลกมา 5 สมัย... สิ่งที่เขาพยายามจะบอกคือ แก่นแท้ของฟุตบอลเม็กซิโกคือการพยายามพิสูจน์ตัวเองในเวทีโลก พวกเขาไม่อยากเป็นแค่ "ราชาในกะลา" ของโซนอเมริกาเหนืออีกต่อไป และการจะทำอย่างนั้นได้คือการเรียนรู้จากความผิดพลาด และพยายามให้มากกว่าเดิมในทุกภาคส่วน
ซึ่งพวกเขาเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าฟุตบอลโลก 2026 ที่ เม็กซิโก เป็นเจ้าภาพร่วม จะเป็นนิมิตหมายอันดีให้ทัพจังโก้ ทำลายอาถรรพ์หรือมุมมองใด ๆ ก็ตาม ที่พวกเขามีต่อเรื่องนี้
ฟุตบอลนั้นน่าประหลาด คำว่าแพ้กับชนะมีแค่เส้นบาง ๆ กั้นอยู่แท้ ๆ ต่อให้ในเกมเล่นดีสูสีกันแค่ไหน แต่ความหมายของการเป็นผู้แพ้กับผู้ชนะต่างกันเหลือเกิน
แค่ชนะ อาถรรพ์นั้นก็จะจบลงอย่างง่าย ๆ แต่ถ้าแพ้ เหตุผลต่าง ๆ นานา จะถูกโยงและหาความจริงแบบไม่รู้จบ
นี่แหละความคลาสสิกของฟุตบอล
แหล่งอ้างอิง :
https://www.eluniversal.com.mx/espectaculos/el-quinto-partido-marca-gol-en-youtube/.
https://www.goal.com/story/mexicocurse/index.html
https://memoriasdelfutbol.com/mexico-quinto-partido/
https://www.si.com/mx/futbol/antes-era-el-quinto-ahora-es-el-sexto-partido-la-deuda-mas-larga-del-futbol-mexicano