
สุดท้าย เอลเลียต แอนเดอร์สัน ก็กำลังจะกลายเป็นนักเตะอังกฤษที่ค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังย้ายจาก น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ไปอยู่กับ แมนฯ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 116 ล้านปอนด์
เสียงวิจารณ์เกิดขึ้นทันทีว่า มิดฟิลด์ที่ฟอร์มเพิ่งพุ่งขึ้นมาแค่ 1-2 ปี คุ้มราคาขนาดนั้นเลยหรือ ?
คุ้มหรือไม่คุ้มไม่มีใครรู้จนกว่าจะได้เห็นแอนเดอร์สันลงเล่น ... แต่ที่แน่ ๆ มันต้องมีเหตุผลว่าทำไม แมนฯ ซิตี้ ทุ่มซื้อแบบแทบไม่ต่อราคาสำหรับกองกลางตัวท็อปของลีกรายนี้ ?
ติดตามกับ MAIN STAND
ยุคของยอดมิดฟิลด์กระดูกสันหลัง
ในยุคนี้ ตำแหน่งกองกลางตัวคุมเกมคือตำแหน่งที่สามารถตัดสินเกมได้ และทีมไหนที่มีนักเตะตัวท็อปในตำแหน่งนี้ ทีมนั้นมักยืนอยู่บนจุดสูงสุดเสมอ
บาร์เซโลน่า กับ 3 เทพอย่าง เซร์คิโอ บุสเก็ตส์, ชาบี เอร์นานเดซ และ อันเดรส อิเนียสต้า, เรอัล มาดริด ในยุคสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าอย่าง กาเซมีโร่, ลูก้า โมดริช และ โทนี่ โครส ไล่เรียงมาจนถึงทีมแชมป์ยุโรป 2 สมัยติดอย่าง เปแอสเช ในตอนนี้ที่ลงตัวสุด ๆ กับ วิตินญ่า, ชูเอา เนเวส และ ฟาเบียน รุยซ์ เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด

แมนฯ ซิตี้เองก็เคยมีชุดโคตรกองกลางที่ลงตัวเหมือนกัน แต่นั่นก็ผ่านมาหลายซีซั่นแล้ว เควิน เดอ บรอยน์ และ อิลคาย กุนโดกัน ย้ายออกไป ตอนนี้พวกเขาเหลือเพียง โรดรี้ ในวัย 30 กว่า ๆ ที่เจ็บอยู่บ่อย ๆ ขณะที่ 2 มิดฟิลด์ที่เพิ่งซื้อมาไม่นานอย่าง ทิจจานี่ ไรจ์นเดอร์ส และ นิโค กอนซาเลซ ก็ดูจะยังห่างไกลคำว่าเหนือชั้น
แดนกลางที่ไม่ลงตัวคือจุดอ่อนที่มีผลจนทำให้แมนฯ ซิตี้ไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เลยใน 2 ซีซั่นหลังสุด เจมี่ คาร์ราเกอร์ ก็เคยพูดประเด็นนี้ในรายการของ Sky Sports ว่า "แดนกลางของซิตี้จะมีโรดรี้คอยสกรีนบอลและเก็บบอลจังหวะสองได้เกือบ 100% แต่ตอนนี้มีปัญหา มิดฟิลด์ตัวรับธรรมชาติฟิตไม่เต็มร้อยหรือต้องใช้คนอื่นแทน แผงหลังของซิตี้ก็ถูกโจมตีด้วยเกมสวนกลับง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด"
เพราะกองกลางเกรดดีระดับโรดรี้ สร้างอิมแพกต์ไปถึงทั้งเกมรุกและรับ นอกจากเขาจะช่วยให้เกมรับให้ปลอดภัยจากจังหวะโดนสวนกลับเร็วแล้ว นักเตะเกมรุกยังเล่นกันสนุกสนาน ได้ใช้จินตนาการเต็มที่ เพราะกองกลางชั้นดีมักจะเอาบอลมาเสิร์ฟให้พวกเขาอยู่เสมอ ... นั่นคือความสำคัญของกองกลางยุคนี้
"ผู้เล่นในแบบของมิดฟิลด์ตัวกลาง มีหน้าที่สำคัญมากในฟุตบอลยุคนี้ พวกเขาแทบจะได้บอลมากที่สุดในทีม ฟุตบอลที่ออกจากเท้าของพวกเขาก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะมันมีความเสี่ยงมากที่จะเสียบอลให้คู่ต่อสู้ และในทางตรงกันข้าม มันเปลี่ยนรับให้เป็นรุกได้ในทันที" แอนดรูว์ เมอร์เรย์ นักเขียนอิสระเขียนในบทความของนิตยสาร FourFourTwo
"ผู้เล่นพวกนี้จะมีเวลาเพียงแค่อึดใจเดียวเท่านั้นเมื่อพวกเขาได้บอล ในเสี้ยววินาทีนั้น พวกเขาจะต้องเปลี่ยนสถานการณ์ที่คับขันให้กลายเป็นสถานการณ์ที่ได้เปรียบให้กับทีม ทักษะเหล่านี้คือสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง พวกเขาต้องเคลื่อนไหวอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อเปลี่ยนจังหวะการเล่นให้กับทีมให้ได้ พวกเขาเหล่านี้อ่านสถานการณ์ทั้งการยืนตำแหน่งของทีมตัวเองและอ่านสถานการณ์ของเกมไปพร้อม ๆ กัน"

ดังนั้นกองกลางชั้นดีจึงเป็นตำแหน่งที่ทีมใหญ่ ๆ กล้าทุ่มซื้อในราคาแพง ทุกวันนี้นักเตะตำแหน่งนี้ราคาไม่แพ้นักเตะตัวรุกเลย ... โดย 10 ปีหลังสุดมีนักเตะตำแหน่งนี้ที่ค่าตัวเกิน 70 ล้านปอนด์ถึง 8 คน ได้แก่ อาร์ตูร์, กาเซมีโร่, โอเรเลียง ชูอาเมนี่, เฟร็งกี้ เดอ ยอง, ปอล ป็อกบา, มอยเซส ไกเซโด้, เดแคลน ไรซ์ และ เอ็นโซ่ เฟอร์นานเดซ
ดังนั้นคุณจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมทีมอย่างแมนฯ ซิตี้ที่กำลังต้องการกองกลาง แถมมีเงินในคลังมากมายพร้อมใช้แบบไม่ต้องกลัวกฎจึงพร้อมจ่ายค่าตัว 116 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าตัว เอลเลียต แอนเดอร์สัน มาร่วมทีม
เหตุผลที่ต้องเป็น "แอนเดอร์สัน"
คำถามที่ว่า "ทำไมต้องเป็นแอนเดอร์สัน ?" ถูกตอบอย่างชัดเจนด้วยฐานข้อมูลที่เขาฝากไว้กับ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา

แอนเดอร์สันในวัย 23 ปี ไม่ได้เล่นเหมือนดาวรุ่งแล้ว ความสามารถของเขาสามารถครอบคลุมเกมรับ-รุกของทีมได้ และไม่ว่าคุณจะใช้เขาเป็นเบอร์ 6 ไว้ห้อยท้ายในระบบ 4-3-3 หรือเป็นมิดฟิลด์คู่ในระบบ 4-2-3-1 ตัวเลขสถิติของเขาก็ออกมาดีสม่ำเสมอแบบสุด ๆ
แม้จะเล่นกับทีมที่เน้นครองบอลน้อยอย่างฟอเรสต์ แต่แอนเดอร์สันก็มีสถิติสัมผัสบอลมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ผ่านมาที่ 3,300 ครั้ง
และอย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น แมนฯ ซิตี้เสียประตูจากลูกสวนกลับที่เป็นจังหวะพวกเขาดันไลน์สูงตามถนัด และเมื่อเสียบอลก็โดนเล่นงานด้วยการเปลี่ยนรับเป็นรุกของทีมคู่แข่งอยู่บ่อยครั้ง
ตัวอย่างแมตช์ที่เห็นได้ชัดได้แก่ เกมที่เปิดบ้านแพ้ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ 0-2 ช่วงต้นฤดูกาล 2025-26 และเกมที่ทำได้แค่เสมอกับ เอฟเวอร์ตัน 3-3 รวมถึงแมตช์ที่เสมอกับ บอร์นมัธ ในช่วงท้ายฤดูกาล ซึ่งล้วนแต่มีแพตเทิร์นการเสียประตูจากการโดนแนวรุกความเร็วสูงของคู่แข่งฉีกหนีแผงหลังในจังหวะสวนกลับแทบทั้งสิ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลเชิงประจักษ์ว่า พวกเขาจะหวังให้โรดรี้ฟิตตลอดฤดูกาลอย่างเดียวไม่ได้ การคว้าตัวแอนเดอร์สัน ที่เป็นกองกลางเจ้าของสถิติแย่งบอลคืนได้มากที่ 306 ครั้ง และชนะการดวลสูงสุด 297 ครั้ง จึงเป็นการลงทุนที่พวกเขากล้าจ่าย เพราะเป็นนักเตะตรงกับสเปกที่ตามหาพอดี
ไม่ใช่แค่การครองบอลอย่างเดียว แอนเดอร์สันยังเรียกฟาวล์ได้มากที่สุดในลีกถึง 80 ครั้งในซีซั่นที่ผ่านมา แสดงถึงทักษะการครองบอลและการเอาตัวรอดในพื้นที่แคบอันยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นสไตล์ที่ซิตี้ใช้ขึ้นเกมอยู่เสมอ

โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ เคยนิยามแอนเดอร์สันไว้ว่าเป็นผู้เล่นประเภท "ตอบทุกโจทย์" (Full Package) สามารถขับเคลื่อนเกมไปข้างหน้าได้ มีความฟิตพอที่จะยืนระยะใน 90 นาที
นอกจากนี้ ซิตี้ยังเริ่มลงทุนกับนักเตะในลีกมากขึ้นในช่วงหลัง และมีตัวอย่างของดีลที่ประสบความสำเร็จแบบที่ซื้อมาปุ๊ปต่อติดทันทีแบบไม่ต้องปรับตัว อาทิดีลของ มาร์ค เกอี และ อองตวน เซเมนโย่ ในตลาดหน้าหนาวที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง 2 ดีลนี้เปลี่ยนซิตี้ จากที่เคยถูกกาชื่อทิ้งว่าทีมที่หมดลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกไปแล้ว ให้กลับมาลุ้นแชมป์กับ อาร์เซน่อล ได้จนโค้งสุดท้ายของซีซั่น
จะได้กำไรต้องกล้าเสี่ยง
แน่นอนว่าราคา 116 ล้านปอนด์ สำหรับ เอลเลียต แอนเดอร์สัน ที่เพิ่งก้าวขึ้นมาเป็นตัวท็อปในตำแหน่งกองกลางพรีเมียร์ลีกอาจจะเป็นราคาที่เสี่ยง แต่ในเวลานี้หากคุณจะซื้อนักเตะแถวหน้า ราคาก็ไม่ได้หนีไปกว่ามากนัก และงานนี้ก็เชื่อว่าแมนฯ ซิตี้น่าจะเคาะลูกคิดอย่างรอบคอบก่อนปิดดีลนี้แล้ว

ประการแรก ซิตี้เลือกจ่ายค่าตัวของแอนเดอร์สันเป็นเงินสดก้อนเดียวจบ ไม่มีเงื่อนไขแอดออนยิบย่อยในภายหลัง ซึ่งในยุคที่ตลาดนักเตะเกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง การล็อกราคาที่ 116 ล้านปอนด์สำหรับอนาคตของทีมชาติอังกฤษถือเป็นดีลที่สมเหตุสมผล แอนเดอร์สันจะไม่แพงไปกว่านี้ และที่สำคัญถ้าในอนาคตเขาย้ายทีม ซิตี้ยังไม่จำเป็นจะต้องจ่ายส่วนแบ่งค่าตัวให้กับฟอเรสต์ด้วย
ประการต่อมา คือเรื่องของโควตาโฮมโกรนและเรื่องของอายุการใช้งาน แอนเดอร์สันเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนและใช้ได้อีกหลายปี หากเขาเล่นดียืนระยะได้ก็เป็นการลงทุนก้อนเดียวแบบเจ็บแต่จบที่น่าวัดใจ เหมือนที่อาร์เซน่อลเคยผ่านประสบการณ์เสียงวิจารณ์ค่าตัว 105 ล้านปอนด์ของ เดแคลน ไรซ์ เมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่งท้ายที่สุดตอนนี้ไม่มีใครคิดว่าค่าตัวไรซ์แพงเกินไปอีกแล้ว
ซิตี้เคยจ่าย 100 ล้านปอนด์เพื่อ แจ็ค กรีลิช ในวัย 25 ปี แต่สำหรับแอนเดอร์สันในวัย 23 ปี เขามีสัญญาระยะยาวและอายุการใช้งานที่สามารถพีกได้อีกไม่ต่ำกว่า 8-10 ปี เมื่อสโมสรนำค่าตัวมาหารเฉลี่ยตามปีสัญญา มูลค่าต่อปีของเขาจึงไม่ได้สูงจนน่ากลัว แถมยังช่วยล็อกโควตานักเตะท้องถิ่นระดับพรีเมียมในรายการ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ไปได้อีกเกือบ 10 ปีเป็นอย่างน้อยในกรณีที่เขาอยู่กับทีมไปยาว ๆ
ประสบความสำเร็จมามากมาย แต่สโมสรแห่งนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง และพร้อมที่จะทุบสถิติโลกเพื่อนักเตะที่พวกเขาเชื่อมั่นว่าคือ "อนาคต"
ถ้า ไรซ์ คือเงิน 105 ล้านปอนด์ที่ซื้อมาเพื่อล่าความสำเร็จในปัจจุบัน ... เอลเลียต แอนเดอร์สัน ในราคา 116 ล้านปอนด์ ก็คือพิมพ์เขียวแห่งอนาคตที่ แมนฯ ซิตี้ มั่นใจว่าจะให้ทีมกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งแน่นอนว่าจากการลงทุนดีลนี้ พวกเขาคงหวังจะกระชากแชมป์พรีเมียร์ลีกตั้งแต่ซีซั่น 2026-27 ที่กำลังจะมาถึงอย่างแน่นอน
แหล่งอ้างอิง
https://www.espn.com.au/football/story/_/id/49039938/a-premier-league-star-why-man-city-spent-much-sign-nottingham-forest-elliot-anderson
https://www.skysports.com/football/news/11095/13554349/elliot-anderson-what-makes-nottingham-forest-and-england-midfielder-worth-more-than-lb100m
https://www.premierleague.com/en/stats/top/players/touches/2025-26
https://www.fourfourtwo.com/performance/training/koke-how-be-midfield-maestro
https://www.transfermarkt.com/top-10-most-expensive-centre-midfielders-rated-with-elliot-anderson-man-city-move-set-to-top-list/view/news/481870