Feature

แมนฯ ซิตี้ สมัยเว้าซื่อ ๆ เป็นยังไงน่ะเหรอ ? เล่าผ่านลูกหม้อและสตาร์เรือใบ ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ | Main Stand

เพราะเราเชื่อว่ายังมีแฟนบอลของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และแฟนทีมอื่น ๆ อีกหลายคนที่ไม่ทันได้ดูหรือติดตามทีมเรือใบสีฟ้า ในยุคแรก ๆ ที่พวกเขากลับสู่พรีเมียร์ลีกช่วงต้นยุค 2000 ยุคที่ยังมีแค่ BIG 4 อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, อาร์เซน่อล และ เชลซี เป็นเรือธงของฟุตบอลอังกฤษ 

 


คนที่จะบอกเล่าเรื่องราวนี้ได้ดีที่สุดคือ ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ นี่คือนักเตะที่โตมากับระบบเยาวชนของ แมนฯ ซิตี้ ที่เก่งที่สุด ก้าวขึ้นมาเป็นสตาร์ที่แบกทีมชุดใหญ่ตั้งแต่วัยทีนเอจ นักเตะที่แฟนบอลรักที่สุด และย้ายทีมไปด้วยสถิติค่าตัวแพงที่สุดของสโมสรในเวลานั้น

จากดิวิชั่น 1 ถึงวันที่เขากลายเป็นดาวแห่งทัพเรือใบสีฟ้า ... วันนั้น แมนฯ ซิตี้ เป็นอย่างไรน่ะ ?   

 

วันที่ ซิตี้ ยังเลือกไม่ได้ 

ช่วงปลายยุค 1990 ขณะที่อริร่วมเมืองอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังผงาดครองเกาะอังกฤษ ตัดภาพกลับมาที่ แมนฯ ซิตี้ พวกเขาเคยตกไปไกลถึงดิวิชั่น 2 (ลีก วัน ปัจจุบัน) มาแล้ว 

เหตุผลที่เป็นแบบนั้นเพราะการบริหารด้านการเงินที่มีปัญหา บอร์ดบริหารไม่ได้วางวิสัยทัศน์ระยะยาว หลังตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 1995-96 ... แค่เรื่องของการตกชั้นในปีนั้นก็แสดงถึงความไม่พร้อมในหลาย ๆ ด้านของสโมสรระดับหนึ่ง

เนื่องจากเกมสุดท้ายของซีซั่นดังกล่าว แมนฯ ซิตี้ เสมอกับ ลิเวอร์พูล 2-2 ณ เมน โรด รังเหย้าเก่าของพวกเขา ในเกมนั้น ลิเวอร์พูล นำไปก่อน 2-0 ก่อนที่ แมนฯ ซิตี้ จะฮึดสุดใจ ไล่ตีเสมอมาเป็น 2-2 จาก อูเว่ รอสเลอร์ ดาวยิงประจำทีม และ คิท ไซมอนส์ ในนาทีที่ 71 และ 78 ตามลำดับ

การไล่ตีเสมอในบ้านตัวเอง 2-2 แบบได้ประตูติด ๆ กันแบบนี้ทำให้เสียงแฟนใน เมน โร้ด เฮกันดังสนั่นปลุกเร้าแฟนบอลสุด ๆ .. โมเมนตัมกำลังมา ถ้าพวกเขาเดินหน้าต่อ พวกเขาอาจจะได้ประตูชัยก็ได้ ใครจะรู้ล่ะ ? 

ทว่า อลัน บอลล์ กุนซือของทีมในตอนนั้นกลับสั่งให้ลูกทีมชะลอเกมลงไม่ต้องเร่งจังหวะ เพราะ "เข้าใจผิด" ว่าการเสมอ 2-2 เพียงพอต่อการรอดการตกชั้นแล้ว หลังจาก "มีแฟนบอลบนอัฒจันทร์" ตะโกนลงมาว่า "เสมอ 2-2 ก็รอดแล้วโว้ย" ... บอลล์ หลงเชื่อคำโกหกนั้นและถ่วงเวลาจนนาทีสุดท้ายเพื่อรักษาสกอร์ 2-2  

จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทีมงานของสโมสรก็เพิ่งจะตรวจสอบข้อมูลให้แน่ใจว่า "แค่เสมอไม่พอ" บอลล์ จึงรีบสั่งลูกทีมโหมเอาประตู แต่เวลาอันน้อยนิด กับเครื่องที่ดับไปแล้ว ทำให้พวกเขาทำไม่สำเร็จ ตกชั้นด้วยการเป็นอันดับ 18 แพ้ เซาธ์แฮมป์ตัน อันดับ 17 จากลูกได้เสียไปอย่างน่าอนาถใจ 

หลังจากตกชั้นได้ไม่กี่เดือน สโมสรที่มีปัญหาการเงินก็ใช้เงินมากไม่ได้ ไม่มีค่าจ้างล่อใจนักเตะดาวรุ่ง ดังนั้นนักเตะที่พวกเขาได้ตัวมาก็มักจะเป็นเกรดรองลงมา บางคนอาจถูกคัดทิ้งจากทีมที่ใหญ่กว่า รวมถึงดาวรุ่งวัย 15 ปีที่ชื่อว่า ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ ด้วย 

ไรท์-ฟิลลิปส์ เป็นลูกบุญธรรมของ เอียน ไรท์ ตำนานดาวยิง อาร์เซน่อล ณ เวลานั้นเขาไม่ได้เป็นเด็กที่เก่งที่สุด กลับกัน เขาถูกคัดทิ้งจาก น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาตัวเล็กเกินไป เขาจึงต้องเริ่มเดินทางไปทดสอบฝีเท้ากับหลายทีม และมีทีมเดียวที่ตอบกลับมาเร็วที่สุดคือ แมนฯ ซิตี้ นั่นเอง 

"ฟอเรสต์ ปล่อยผมออกจากทีม บอกว่าผมตัวเล็กเกินไปและผมไม่เก่งพอ ... เอเยนต์จึงพาผมไปหาทีมใหม่ เราไปที่ แมนฯ ซิตี้ และเมื่อลงทดสอบฝีเท้ากับทีม ทุกอย่างของผมก็เริ่มจากตรงนั้น" ไรท์-ฟิลลิปส์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้น 

 

ดวงใจแห่งสนาม อบต.

เขามายัง แมนฯ ซิตี้ และลงซ้อมในสนามฝึกซ้อมเก่าของทีมที่ชื่อว่า แพลตต์ เลน ที่ตั้งอยู่ริมสวนสาธารณะใจกลางเมืองแมนเชสเตอร์ สนามซ้อมมีเพียงแค่ 2 สนามย่อยก็จริง แต่สนามย่อยหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากระเบิดของกองทัพอากาศเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 ... นั่นทำให้ทีมชุดใหญ่ กับทีมชุดเยาวชน ต้องใช้สนามเดียวกันซ้อมไปโดยปริยาย  

"พวกเขาแบ่งสนามออกเป็นสองส่วนแบ่งให้ทีมเยาวชนใช้ ผมซ้อมที่นี่ได้ 2 เดือน สนามก็พังอีกเพราะฝนตกจนซ้อมไม่ได้ ทำให้เราต้องจริงจังบ้าง เลี่ยง ๆ เล่น ๆ บ้างไปตามสถานการณ์" เขาว่าเช่นนั้น 

แม้จะลำบากลำบน แต่ ไรท์-ฟิลลิปส์ บอกว่าเขาชอบที่นี่เพราะผู้คนมากกว่าความสะดวกสบาย คนที่นี่ดูแลเขาเหมือนคนในครอบครัว (ไรท์-ฟิลลิปส์ เกิดในกรุงลอนดอน) และที่สำคัญ ถึงแม้จะเป็นที่รวมตัวเด็กถูกคัดทิ้ง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ ไรท์-ฟิลลิปส์ ยืนยันเสมอก็คือ "พวกเขาเชื่อในตัวผม"  ความมั่นใจนั้นเองทำให้เขามุ่งมั่น และใช้เวลาเพียง 2 ปี ในการก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในยุคของกุนซือ โจ รอยล์ ในฤดูกาล 1999-2000 

รอยล์ เล่าในมุมมองของคนที่ทำงานในตำแหน่งสำคัญของยุคนั้นว่า สโมสรอยู่ในสภาพค่อนข้างเละเทะ แฟนบอลก็ไม่พอใจถึงขีดสุด... การตกไปดิวิชั่น 2 ทำทุกอย่างแย่ไปหมด แย่จนชนิดที่ว่าเขาเองก็ไม่รู้ว่าหากปีนั้นไมได้เลื่อนชั้น ทีม ๆ นี้จะยังหลงเหลืออยู่ไหมในซีซั่นหน้า 

ส่วน ฌอน โกเตอร์ ดาวยิงระดับ "เดอะ แบก" ของทีมในยุคนั้นก็เล่าเรื่องในอัตชีวประวัติของเขาว่า บรรยากาศในห้องแต่งตัวดิบเถื่อน เงินเดือนน้อย ไม่มีสิทธิประโยชน์ให้ใช้ของหรูหราอะไรทั้งนั้น ... เพียงแต่ โกเตอร์ ก็ยังทิ้งท้ายเหมือนกับ ไรท์-ฟิลลิปส์ ว่า "ทางเดียวที่คุณจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ คุณต้องเล่นด้วยหัวใจ ใส่ให้สุดตัว ทำให้แฟนบอลเชื่อ แล้วพวกเขาจะรักและสนับสนุนคุณ" 

มันไม่ใช่เรื่องเล่าโรแมนติกอะไรทั้งนั้น ข้อมูลจากแฟนบอลรุ่นเก๋าต่างบอกว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ทั้งหงุดหงิด น่าเวทนา และเป็นเหมือนกับฝันร้าย มีไม่กี่อย่างที่ทำให้พวกเขาตื่นเต้นและสนุกขึ้นมาได้นอกจากชัยชนะที่นาน ๆ จะได้เห็นสักครั้งแล้ว สิ่งนั้นก็คือดาวรุ่งจากอคาเดมี่อย่าง ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ ที่ก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ 

"ไอ้เด็กคนนี้มันจรวดจิ๋วชัด ๆ" โจ รอยล์ ว่าแบบนั้นหลังให้โอกาส "ไรท์จิ๋ว" ลงเล่นครั้งแรกตอนเขาอายุ 17 ปี 10 เดือน ต่อหน้าแฟนบอล 3,000 คนในเกมกับ เบิร์นลี่ย์ แฟนบอลฮือฮาทุกครั้งที่เขาได้บอล นักเตะที่ตัวเล็กแต่วิ่งเหมือนปลิวลม ล็อกหลบ เลี้ยง และยิง ...  3 เดือนหลังจากนั้นเขายิงประตูแรกได้ในเกมกับ พอร์ทเวล และจากนั้นเขาก็กลายเป็น "ไอ้หนูของพวกเรา" สำหรับแฟน แมนฯ ซิตี้ ณ เวลานั้น 

 

สตาร์ผู้จากไปตามวัฏจักร 

ไรท์-ฟิลลิปส์ อยู่เป็นนักเตะขวัญใจของแฟนบอลและดาวเด่นประจำทีมมาตลอดหลังจากนั้น เขาพาทีมเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จเมื่อปี 2000 แม้ทีมตกชั้นทันทีในปีต่อมา แต่ก็ช่วยทีมกลับขึ้นลีกสูงสุดได้อีกครั้งในปี 2002 เขาคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของสโมร 4 ปีติดต่อกัน และยังถือเป็นปีกดาวรุ่งระดับพรีเมียร์ลีกที่เป็น "ปลาใหญ่ในบ่อเล็ก" จากการยกย่องของสื่ออย่าง The Telegraph โดยเปรียบเทียบในระดับเดียวกับ เอลเลียต แอนเดอร์สัน ยุค ฟอเรสต์, เดแคลน ไรซ์ สมัยอยู่กับเวสต์แฮม หรือ อองตวน เซเมนโย่ กับ บอร์นมัธ  

แฟน แมนฯ ซิตี้ ที่ทันได้ดู ไรท์-ฟิลลิปส์ ก็คงจะเข้าใจถึงประโยคในข้างต้น เขาคือตัวพลิกเกมคนสำคัญในเกมใหญ่ ๆ เสมอ เหนือสิ่งอื่นใดคือ เขาเป็นคนที่เล่นเต็มที่ ใช้หัวใจ และฝีเท้าในสนามแสดงออกว่าเขารักสโมสรนี้แค่ไหน ต่อให้จะโดนแฟนเพื่อนบ้านล้อเลียน หรือทีมของเขาอาจจะเป็นได้แค่ทีมกลางค่อนล่างของตารางก็ตาม ... เขายังเคยบอกว่าจะขออยู่กับทีมไปจนแขวนสตั๊ด อีกด้วย 

"ตอนที่ผมยังหนุ่ม ๆ ผมเคยคิดว่าผมจะเล่นให้แมนฯ ซิตี้ ไปตลอดชีวิต โดยไม่คิดจะเลิกเล่นเลยด้วยซ้ำ... ผมไม่ได้คิดถึงตัวเลือกอื่นหรือไปลองที่อื่นเลย ผมแค่ตั้งใจและมุ่งมั่นกับ แมนฯ ซิตี้" เขาเล่าย้อนกลับไป 

แม้จะคิดแบบนั้นแต่ แมนฯ ซิตี้ ก็เล็กเกินไปแล้วสำหรับเขาที่ก้าวขึ้นมาเป็นระดับปีกทีมชาติอังกฤษ และตามวัฏจักรของโลกนี้ ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็กเสมอ ... ในช่วงที่ เชลซี ภายใต้เจ้าของใหม่อย่าง โรมัน อบราโมวิช กำลังสยายปีก การใช้เงินในยุคนั้นที่ไม่มีกฎใด ๆ มากั้น ทำให้ "เสี่ยหมี" ไล่ล่านักเตะฝีเท้าดีทั้งในลีกและยุโรป ซึ่ง ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น 

จากดาวรุ่งที่ถูกคัดทิ้ง เขาเติบโตและกลายเป็นนักเตะค่าตัว 21 ล้านปอนด์ในเวลานั้น ... นี่คือราคาที่แพงไม่ใช่น้อยในยุคดังกล่าว และไม่ใช่แค่นั้น เงิน 21 ล้านปอนด์จากการขาย ไรท์-ฟิลลิปส์ ได้ช่วยให้สโมสรเอาตัวรอดพ้นจากวิกฤติทางการเงินได้สำเร็จ ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่เขายอมเดินออกมา

"พวกเขาบอกว่าสโมสรอาจจะไม่อยู่ในสถานะที่ยิ่งใหญ่เหมือนทุกวันนี้ หากไม่ได้เงินจากค่าตัวของผมในปี 2005 ... แย่กว่านั้น อาจไม่มีสโมสร แมนฯ ซิตี้ อยู่บนหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกไปแล้วก็ได้" เขากล่าวกับ The Sun ในภายหลัง 

ไรท์-ฟิลลิปส์ ลงเล่นให้ เชลซี อย่างสม่ำเสมอตลอด 3 ซีซั่นที่อยู่กับทีม จนกระทั่งในวันที่ แมนฯ ซิตี้ กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนมือเจ้าของจาก ทักษิณ ชินวัตร สู่ กลุ่มทุน อาบูดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป ... ซิตี้ ปิดดีล ไรท์-ฟิลลิปส์ กลับสู่ถิ่นเก่าอีกครั้ง 

4 วันหลังจากเปิดตัว ไรท์ ฟิลลิปส์ อย่างเป็นทางการ ... สโมสรก็เปิดตัวเจ้าของใหม่จากยูเออี ซึ่งอย่างที่คุณรู้กัน จากนั้นพวกเขาก็ทำลายสถิติสโมสรเป็นว่าเล่น จาก ไรท์-ฟิลลิปส์ ถึง โรบินโญ่ และใครอีกหลายคน 

ไรท์-ฟิลลิปส์ เล่าว่าเจ้าของใหม่ยอดเยี่ยมในแง่ของการใส่ใจในการยกระดับไปอีกขั้น ... ทีมมีแคมป์เก็บตัวที่ดี สนามซ้อมที่ยอดเยี่ยม และสนามแข่งที่พัฒนาขึ้นทุกวัน 

ขนาดทีมใหญ่ขึ้น นักเตะมีระดับคุณภาพสูงขึ้น และคว้าแชมป์มากขึ้น ไรท์-ฟิลลิปส์ เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งเหล่านั้น และแน่นอนว่าเขาคงไม่ได้มีส่วนรู้เห็นในความผิดจาก 115 คดีที่ แมนฯ ซิตี้ กำลังอุทธรณ์อยู่ในเวลานี้ 

ในช่วงเวลาของเขา เขาได้สู้เต็มที่แล้ว ก่อนที่เขาจะออกจากสโมสรไปในเดือนพฤษภาคม 2011 ... และตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาจากล่างสุดถึงบนสุด เขาคือคนที่มีมุมมองเป็นเอกลักษณ์ ในฐานะผู้เล่นเพียงคนเดียวที่ช่วงเวลาการค้าแข้งกับ แมนฯ ซิตี้ ครอบคลุมทั้งช่วงเวลาที่ย่ำแย่ที่สุด กับยุคปัจจุบันของสโมสรอย่างแท้จริง 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.mancity.com/news/mens/shaun-wright-phillips-reveals-how-city-fans-belief-made-his-career-in-new-cityplus-documentary-63746837
https://bitterandblue.sbnation.com/2019/5/21/18629098/a-conversation-with-shaun-wright-phillips-manchester-city
https://www.nytimes.com/athletic/914404/2019/04/09/from-the-third-division-to-the-abu-dhabi-revolution-shaun-wright-phillips-unique-perspective-inside-man-city/
https://www.fourfourtwo.com/features/when-manchester-city-were-rubbish-how-199899-season-changed-a-football-clubs-destiny

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

ปฐวี ยอดเนียม

Man u is No.2 But YOU is No.1

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ