
นิโก้ โควัช เคยเสียคนไม่เป็นท่าเมื่อครั้งเขาคุม บาเยิร์น มิวนิค ที่แม้จะมีแชมป์ แต่แฟนบอลไม่รัก บอร์ดบริหารไม่ชอบ แถมนักเตะก็ไม่ยอมรับ
3-4 ปีหลังจากนั้นเขาตระเวนไปหลายที่ และจบไม่สวยนักจนคิดว่าชื่อเสียงที่เคยสร้างไว้คงจบลง กระทั่งเขาได้งานที่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จากนั้นโชคชะตาของทั้งเขาและทีมเสือเหลืองก็กลับตาลปัตร
ความยอดเยี่ยมเกิดขึ้นได้อย่างไร ? โควัช คนเดิมคนนี้ มีลูกเล่นอะไรใหม่กันแน่ ?
เสียคนที่ บาเยิร์น
การจะได้คุมทีมอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าคุณไม่ใช่โค้ชระดับท็อปของยุโรป คุณก็ต้องเป็นโค้ชมือเก๋าที่รู้มือและผูกพันกับทีม ๆ นี้ ... หรืออย่างน้อยที่สุด คุณต้องเป็นโค้ชดาวรุ่งพุ่งแรงที่บอร์ดบริหารสุดเข้มงวดของพวกเขามองว่า คุณมีศักยภาพพอที่จะกลายเป็นโค้ชเบอร์ใหญ่ในอนาคต ซึ่ง นิโก้ โควัช ก็เป็นแบบนั้น
โควัช เคยเป็นอดีตนักเตะเก่าของ บาเยิร์น ที่ประสบความสำเร็จในการคุมทีม ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต แบบสุด ๆ เขาเปลี่ยนจากทีมกลาง ๆ ให้กลายเป็นทีมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดุดัน เกรี้ยวกราด มีแชมป์ เดเอฟเบ โพคาล ติดไม้ติดมือมา 1 สมัย และที่สำคัญเวลาเจอกับ บาเยิร์น เขาสอยทีมเสือใต้ด้วยเกมกลยุทธ์ที่เฉียบขาดเป็นประจำ ... นั่นแหละทำให้เขาได้งานที่ บาเยิร์น ในฤดูกาล 2018-19

จะบอกว่า โควัช ไม่เก่งหรือไม่ประสบความสำเร็จที่ บาเยิร์น ก็ไม่ได้ เพราะปีแรกเขาก็พาทีมคว้าดับเบิลแชมป์ในประเทศได้ แต่หลังจากคุม บาเยิร์น ได้ 1 ปีกับอีก 3 เดือน ปัญหาก็เกิดขึ้นตรงที่หลายคนมองว่าฟุตบอลของเขาไม่สวย ชัยชนะแต่ละเกมเป็นไปอย่างยากลำบาก และเหนือสิ่งอื่นใด มีข่าวว่าเขาเอาห้องแต่งตัวไม่อยู่ นักเตะอย่าง มานูเอล นอยเออร์ และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ดูจะไม่ได้อยู่ข้างเขาเลย
สิ่งนี้ยืนยันได้จากผลการแข่งขันแย่ ๆ ที่ไม่เคยเกิดมาก่อน เขาพาทีมแพ้ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ถึง 2-7 ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และตามด้วยการแพ้ แฟรงค์เฟิร์ต 1-5 ซึ่งเป็นความพ่ายแพ้ที่ยับเยินที่สุดของสโมสรใน บุนเดสลีกา ในรอบ 10 ปี นั่นทำให้ คาร์ล-ไฮน์ซ รุมเมนิเก้ และ อูลี่ เฮอเนส เห็นตรงกันว่า โควัช ไม่ดีพอที่จะทำโปรเจกต์ยิ่งใหญ่ที่ทีมคาดหวังไว้ การไล่ออกจึงเกิดขึ้นแบบที่แฟน บาเยิร์น ไม่ค่อยเสียดายนัก เพราะเสียงสาปว่า "โควัช ออกไป" ดังขึ้นในทุกสัปดาห์อยู่แล้ว
โควัช ว่างงานอยู่ 8 เดือน ก่อนจะได้งานที่ โมนาโก และ โวล์ฟสบวร์ก ซึ่งก็จบด้วยการแยกทางทั้ง 2 ที่ โดยคุมแต่ละที่ไม่ถึง 2 ปี ดูเหมือนว่ากุนซือดาวรุ่งแห่งบุนเดสลีกาจะสอบไม่ผ่านเมื่อได้คุมทีมใหญ่เสียแล้ว ... แต่หลังแยกทางกับ โวล์ฟสบวร์ก เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2024 ไม่ถึง 1 ปี โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก็ติดต่อเข้ามา ในช่วงเวลาที่ทีมเสือเหลืองกำลังระส่ำสุด ๆ
จังหวะนรกที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง
โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เป็นทีมหวังลุ้นแชมป์ แต่ไม่ใช่เต็งแชมป์ เพราะทุกคนรู้ดีว่าทีม ๆ นั้นคือ บาเยิร์น มิวนิค เสมอ ... แต่อย่างน้อย ดอร์ทมุนด์ มีเรื่องคอขาดบาดตายอยู่ 1 ข้อ นั่นคือจบซีซั่นต้องได้ไป ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเป็นบ่อเงินบ่อทองของพวกเขา
ฤดูกาล 2024-25 ผ่านมาแล้วเกินครึ่งซีซั่น กุนซือ นูริ ซาฮิน อดีตนักเตะขวัญใจแฟนบอลเสือเหลืองกำลังแย่ ทีมตกไปอยู่อันดับ 11 ของตาราง ห่างไกลโซนท็อปโฟร์เกิน 10 แต้ม สโมสรเห็นท่าไม่ดีจึงปลดเขาและแต่งตั้ง โควัช เข้ามาช่วงปลายเดือนมกราคม 2025 โดยเชื่อมั่นว่าแนวคิดการเล่นแบบรัดกุม สไตล์ดุดัน รุนแรง และสวนกลับแบบรวดเร็วและแม่นยำ เหมือนตอนที่เขาทำ แฟรงค์เฟิร์ต จะมาช่วยทีม ๆ นี้ได้

โควัช เข้ามาพร้อมความหวังนั้น แต่เขาเริ่มต้นด้วยการทำให้ทุกคนผิดหวัง ทีมแพ้ถึง 4 จาก 6 เกมลีกแรกที่เขาคุมทีม แฟนบอลเสือเหลือง ยกธงขาวกันไปแล้ว แต่กุนซือชาวโครเอเชียสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการสร้างกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นขึ้นมาจนค้นพบหนทางการแก้ปัญหาของทีมได้สำเร็จ
โควัช ใช้เวลา 6 นัดและพบว่าปัญหาแท้จริงคือ "หลังลอย" โดนสวนกลับและเสียประตูง่ายดายมาก ทีมเสียประตูเฉลี่ยถึง 1.7 ประตูต่อเกม เขาจึงเริ่มเปลี่ยนมาเล่นให้แน่นอนขึ้น ไขเกมรับแน่นขึ้นด้วยระบบ 3 เซ็นเตอร์แบ็ก จากนั้นค่าเฉลี่ยการเสียประตูก็ลดลงเหลือเพียง 1.1 ประตูต่อนัดเท่านั้น
สิ่งที่ โควัช แก้ได้ชะงัดนักคือปัญหาการเสียบอลกลางทางและโดนคู่แข่งสวนจนหงายท้อง ในยุค ซาฮิน ดอร์ทมุนด์ เสียประตูจากจังหวะลักษณะนี้ถึง 9 ลูก แต่ โควัช มาเล่าภายหลังจบซีซั่นว่า เขาจัดระเบียบเกมรับใหม่ และเน้นให้ทุกคนเสียสละตนในการเล่นเกมรับ กล่าวคือเสียบอลแล้ว ทุกคนต้องถอยกลับไปเล่นเกมรับร่วมกัน ... ซึ่งการมาของเขา ทำทีมเสียประตูจากจังหวะโดนสวนกลับแค่ลูกเดียวเท่านั้น
ดอร์ทมุนด์ ของ โควัช ไม่ได้เป็นทีมที่เน้นการครองบอลอย่างที่ ซาฮิน ต้องการ แต่กลับเปลี่ยนไปเน้นฟุตบอลแบบไดเรกต์เป็นหลัก ทีมมีอัตราการครองบอลลดลง แต่ประสิทธิภาพในการเล่นกลับสูงขึ้น ทีเด็ดของเขาสมัยคุม แฟรงค์เฟิร์ต กลับมา การเข้าทำเร็วและวิ่งเข้าใส่คู่แข่งแบบดุดัน ทำให้แฟนบอลเริ่มสนุกกับการดูบอลมากขึ้น นักเตะเองก็สนุกกับการเล่นมากขึ้น

หนึ่งในนั้นคือ แซร์อู กีราสซี่ กองหน้าชาวกินี ที่ยิงไป 14 ประตูในช่วงครึ่งหลังของซีซั่น 2024-25 ... แม้แต่ แฮร์รี่ เคน ก็ยังยิงได้แค่ 10 ลูกในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่ง กีราสซี่ ให้สัมภาษณ์ว่า "โค้ชที่ดีที่สุดคือโค้ชที่สามารถวิเคราะห์ปัญหาของทีมและหาทางแก้ได้และเขาทำมันสำเร็จ แม้ว่าจะต้องละทิ้งค่านิยมเดิม ๆ ของสโมสร และเปลี่ยนแนวทางเพื่อผลลัพธ์ในระยะสั้น แต่บอกเลยว่าเขาคือคนที่เหมาะกับเราที่สุดแล้ว"
ดอร์ทมุนด์ กลับมาจบท็อปโฟร์สำเร็จในช่วงท้ายของซีซั่น ... ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ ถูกทำให้เป็นไปได้ และเมื่อเข้าสู่ปีที่สอง ปีนี้จะเป็นปีที่เขาลุยงานเต็ม ๆ และสร้าง DNA ฟุตบอลในแบบของเขาขึ้นมาอย่างเต็มรูปแบบ
สิ่งที่ถูกใจ...จนได้ไปต่อ
กุนซือชั่วคราวมันจะทำอะไรเซอร์ไพรส์ ๆ ได้เสมอ ... ว่ากันว่าเนื้อแท้ของเขาจะเผยออกมาในซีซั่นต่อไป ส่วนจะดีหรือร้าย ไม่นานทุกคนจะได้เห็นกันในช่วงเวลาที่เขาได้คุมเต็มสูบ ... ซึ่งในกรณีของ โควัช นี่คือช่วงเวลาที่เขาหย่อนเมล็ดพันธุ์ของตัวเองลงไปในทีม ๆ นี้
อิทธิพลและตัวตนของ โควัช ถูกนำมาใช้ในภาคต่อสำหรับซีซั่น 2025-26 กุนซือวัย 53 ปี (ในตอนนั้น) ได้ปลูกฝังจิตวิญญาณนักสู้ให้กับทีม ๆ นี้ขึ้นมา โดยเรียกร้องให้นักเตะทุกคน "ใส่เต็มดอก" ไล่บอลด้วยความกระหายและเข้มข้น ช่วยกันเล่นทั้งเกมรุกและรับแบบพร้อมกันทั้งทีมโดยไม่มีข้อยกเว้น
"นิโก้ กระตุ้นพวกเราอย่างมาก เขาบอกว่า เราต้องวิ่ง ไม่ว่าเราจะเล่นกับใครก็ตาม มันยากมากในตอนแรก แต่ผมต้องบอกตามตรงว่ามันช่วยผมได้ ผมรู้สึกว่าตัวเองฟิตขึ้น" คาริม อเดเยมี่ ตัวรุกของทีมในตอนนั้นกล่าวยืนยันด้วยตัวเอง

นักเตะของ ดอร์ทมุนด์ ต่างทุ่มเทมากขึ้น และทีมจบฤดูกาลด้วยการติดอันดับต้น ๆ ของลีกในด้านการแย่งบอลและระยะทางที่วิ่งรวมแต่ละเกม ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงวัฒนธรรมใหม่ที่ โควัช ได้ปลูกฝังไว้ให้ทีม ... บางครั้งแฟน ดอร์ทมุนด์ ก็พูดกันว่า นี่มันมีกลิ่นอายของยุค เยอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือขวัญใจตลอดกาลของพวกเขา
ไม่เลวเลยหลังจากนั้น โควัช พาทีมจับอันดับ 2 ของลีก นักเตะหลายคนโดดเด่นขึ้นมาในยุคของเขา นอกจาก กีราสซี่ และ อเดเยมี่ แล้วยังมี ฟาบิโอ ซิลวา, เฟลิกซ์ เมช่า และ ยูเลี่ยน บรันด์ท ที่ฉายแสงขึ้นมา
โควัช ทำทีมผ่านมาตรฐานด้วยการพาไป แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 ปีหลังสุด ทำให้นักเตะในทีมแข็งแกร่งขึ้นในมือของเขา ที่สำคัญคือการเข้าไปนั่งในหัวใจแฟน ๆ ได้ ... สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ ดอร์ทมุนด์ มองหามาตลอด ซึ่ง โควัช ก็ทำสำเร็จ และนั่นทำให้เขาได้รับการต่อสัญญาฉบับใหม่เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2026 ที่ผ่านมา โดยระยะสัญญาถึงปี 2029

ตอนนี้เขากำลังทำทีมและเน้นผลลัพธ์ระยะยาวเพื่อพิสูจน์ตัวเองแล้ว ... และฤดูกาล 2026-27 ยังคงเป็นซีซั่นที่ยอดเยี่ยมเหมือนเคย เขาพา ดอร์ทมุนด์ เกาะหัวตารางโดยมีแต้มเท่ากับ บาเยิร์น มิวนิค ที่ 17 คะแนน หลังลงสนามไป 7 นัด ในช่วงโค้งแรกของซีซั่น ดูเหมือนว่าเขาจะพาเสือเหลืองเป็นทีมลุ้นแชมป์เต็มตัวแล้ว ... ส่วนจะยังแรงต่อในโค้งต่อไป หรือโดนพี่ใหญ่สกัดตั้งแต่หัวม้วน ก็ต้องรอดูกันในค่ำคืนนี้
ดอร์ทมุนด์ จะต้องเจอกับ บาเยิร์น ในค่ำคืนนี้ โควัช มีอะไรต้องเคลียร์และพิสูจน์ตัวเองไม่น้อย และถ้าถึงกับได้ 3 แต้ม รับรองว่าชื่อของ นิโก้ โควัช คงเป็นอีกชื่อที่แฟนบอล บาเยิร์น จำไปอีกนานในฐานะหอกข้างแคร่ ที่เกิดมาเพื่อเป็นเสี้ยนหนามของพวกเขาอย่างแท้จริง
แหล่งอ้างอิง
https://www.goal.com/en/news/why-bayern-munich-sacked-kovac-just-33-days-on-from-7-2-spurs-thrashing/nlpicid9a2gl1vhy41t4c16yu
https://www.goal.com/en/lists/even-juergen-klopp-needed-three-years-to-settle-in-here-niko-kovac-draws-a-bold-comparison-and-concludes-that-bvb-lack-the-quality-of-fc-bayern-munich/blt72255912fe71a28c
https://www.bundesliga.com/en/bundesliga/news/niko-kovac-masterminds-borussia-dortmund-champions-league-qualification-bid-32181
https://www.bundesliga.com/en/bundesliga/news/why-borussia-dortmund-beat-bayern-munich-kovac-kompany-der-klassiker-39749