
สวัสดีค่ะ "โมเมย์ ธนัชชา สุขสด" นะคะ ก่อนอื่นเลย หนูขอใช้พื้นที่ตรงนี้ แสดงความยินดีกับเพื่อนร่วมทีมของหนูทุกคน ยินดีด้วยนะคะ ทุกคนเก่งมาก ๆ สาว ๆ ของหนูเก่งมาก เก่งที่สุดเลย พวกเธอทำได้แล้ว! เส้นทางที่ผ่านมาเป็นกระบวนการที่ยาวนานมาก แต่ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงจนได้ โคตรจะเจ๋งเลยค่ะ หนูเสียใจที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น เห็นรอยยิ้มของทุกคนในวันนั้น แต่หนูขอแสดงความยินดีกับ สาว ๆ จากใจจริงนะคะ
การออกมาชี้แจงครั้งนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่ออธิบายให้ทุกคนเข้าใจในตัวหนู ไม่ได้ต้องการให้ใครสงสารหรือเห็นใจ และไม่ได้ออกมาเพื่อต่อสู้หรือสร้างปัญหาหรือดราม่ากับใครค่ะ หนูแค่อยากเล่าความจริงในมุมของหนู เพื่อให้ตัวเองได้ปล่อยวาง ก้าวต่อไปในอนาคตได้อย่างเต็มที่ และหวังว่าจะได้นอนหลับอย่างสบายใจสักที 🙂
ทำไมถึงไม่ได้เข้าร่วมทีมชาติไทยในปีที่ผ่านมา ? หลาย ๆ คนคงทราบจากข่าวและการให้สัมภาษณ์ของหัวหน้าผู้ฝึกสอนว่า หนูขอพักเพราะมีอาการเหนื่อยล้าจากการเล่นลีก หนูขอใช้พื้นที่ตรงนี้ยืนยันว่าเหตุผลที่หนูแจ้งกับทีมไม่ได้เป็นไปตามข้อความที่ปรากฏในข่าวค่ะ หนูได้พูดคุยกับผู้จัดการทีมชาติ (พี่กิ๊ฟ) และอธิบายเหตุผลในการไม่เข้าร่วมทีมชาติไปว่า
"หนูไม่สามารถเข้าร่วมในเกมที่หนูรู้สึกว่าไม่แฟร์ ได้ค่ะ ถ้าวันนี้ทีมชาติไม่ใช่พื้นที่ที่หนูรู้สึกว่าความสามารถและความทุ่มเท ได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม หนูก็ไม่สามารถฝืนทำร้ายจิตใจตัวเองเพื่อความฝันของหนูต่อไปได้อีกแล้ว มันเกินขีดจำกัดที่หนูจะรับมือไหวทางด้านจิตใจ"
หนูไม่ได้ไม่อยากทำค่ะ ตั้งแต่เติบโตมา หนูแทบจะมีความฝันอยู่เพียงอย่างเดียว คือการได้เป็นนักกีฬาทีมชาติไทย การได้เล่นให้ประเทศของตัวเองเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต และไม่มีเหตุการณ์ใดที่จะเปลี่ยนแปลงความรักที่หนูมีต่อ การเล่นให้ประเทศได้
หนูได้พบเจอผู้คนมากมาย ได้รับโอกาสมากมาย และสร้างความทรงจำมากมายจากวอลเลย์บอลทีมชาติไทย หนูรักการเล่นให้ประเทศของหนู และหนูก็รักวอลเลย์บอลมากจริง ๆ
วันนี้ที่หนูต้องหยุด ไม่ใช่เพราะหนูไม่อยากทำอีกต่อไป แต่เพราะหนูรู้สึกว่าตัวเองไปต่อไม่ไหวแล้วจริง ๆ ใจของหนูไม่ไหวอีกแล้วค่ะ
หนูเผชิญกับสภาวะทางจิตใจที่ยากลำบากอย่างมากในช่วงปลายปีที่ผ่านมา และนี่คือเหตุผลสำคัญที่หนูตัดสินใจแบบนั้นค่ะ
ทำไมถึงเกิดปัญหาด้านสุขภาพจิตใจ ?
ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่มันสะสมมาตลอดช่วงเวลาที่อยู่กับทีมชาติในปีที่ผ่านมา ทุกคนอาจทราบถึงความกดดันที่นักกีฬาต้องเผชิญ แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือความเครียดและความกดดันจากการต้องรับผิดชอบหน้าที่เพื่อประเทศชาติ รวมถึงการต้องรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อจิตใจของหนูมากเพียงใด
ในช่วงเวลาเดียวกัน หนูยังต้องเผชิญกับการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต นั่นคือการจากไปของ "คุณยาย" ผู้เป็นที่รักของหนู ตั้งแต่จำความได้ คุณยายคือมนุษย์คนแรก ๆ ที่หนูมีความทรงจำด้วย ยายเลี้ยงหนูมาตั้งแต่เด็ก เราผูกพันกันมาก และหนูก็เป็นหลานสาวคนโปรดของยาย ความรักที่ยายมอบให้หนูนั้นมหาศาล มันทำให้หนูรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ เป็นคนที่มีคุณค่า และเป็นที่รักของใครสักคนบนโลกใบนี้
คุณยายจากไปในช่วงที่หนูกำลังปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติในการแข่งขันกระชับมิตร ระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ (Friendly Match Thailand-Korea) ตั้งแต่วันที่เดินทางไปถึง หนูต้องแบกรับความเสียใจอย่างหนักเมื่อทางบ้านโทรมาแจ้งข่าว หนูทำได้เพียงรับรู้ถึงการสูญเสียครั้งนั้น ทั้งที่ในใจแทบจะรับไม่ไหวแล้ว
แต่หนูตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะอยู่ทำหน้าที่ให้เสร็จสิ้น ด้วยเหตุผลนี้
1. หนูเชื่อว่ายายคงอยากเห็นหลานคนเก่งของยายอดทนทำหน้าที่ให้ดีที่สุดจนถึงวินาทีสุดท้าย หนูอยากให้ยายภูมิใจว่า ยายเลี้ยงหลานคนนี้มาได้ดีแค่ไหน
2. ในตอนนั้นหนูได้รับโอกาสให้เป็นกัปตันทีม แม้จะเป็นการแข่งขันกระชับมิตร แต่การได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่นี้ก็มีความหมายต่อชีวิตหนูมาก หนูจึงอยากทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุด
3.ในเวลานั้นเดียว หนูเป็นคนเดียวที่เล่นอยู่ในลีกเกาหลีใต้ หนูทราบดีว่าหากหนูเดินทางกลับก่อนกำหนด อาจส่งผลกระทบต่อการจัดการและงานที่ทุกคนพยายามเตรียมกันมาอย่างดี
หนูจึงเลือกเก็บเรื่องนี้ไว้เพื่อจะได้ทำหน้าที่ต่อไปได้โดยไม่ให้ใครต้องมากังวลหรือสงสารหนูโดยมีเพียงหนูกับรูมเมตอย่างพี่เตยที่ทราบเรื่อง ต้องขอบคุณพี่เตยมาก ๆ นะคะที่คอยอยู่ข้าง ๆ และรองรับความรู้สึกของหนูในช่วงเวลานั้น สิ่งที่หนูทำได้คือออกไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ แล้วกลับเข้าห้องมาร้องไห้อยู่แบบนั้น จนถึงวันสุดท้าย หนูจึงแจ้งหัวหน้าผู้ฝึกสอนว่ามีเหตุการณ์การสูญเสียเกิดขึ้นและหนูจำเป็นต้องเดินทางกลับก่อนกำหนด
หลังจากนั้น หนูก็ทำหน้าที่กับทีมชาติต่อจนจบช่วงเวลาแข่งขันแล้วจึงแยกย้ายกลับไปเล่นลีกของตัวเอง
หนูเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ได้ค่อนข้างดี ทีมของหนูทำผลงานได้ดีและอยู่ในอันดับต้น ๆ ของตารางมาโดยตลอดในช่วงก่อนการแข่งขันซีเกมส์จนกระทั่งฝันร้ายของหนูเริ่มต้นขึ้น
ช่วงปลายเดือนตุลาคม หนูได้รับโทรศัพท์จากผู้จัดการทีมชาติไทย (พี่กิ๊ฟ) เพื่อแจ้งว่า "ซีเกมส์ไม่ต้องกลับมานะหัวหน้าผู้ฝึกสอนจะใช้เด็กเล่น"
หนูตอบกลับไปได้เพียงคำว่า "ค่ะ 🙂"
ถ้าจะให้ทุกคนเข้าใจความรู้สึกของหนูในตอนนั้น หนูเสียใจมากจริง ๆ ค่ะ ตลอดเวลาที่ผ่านมา หนูทุ่มเทให้กับการเล่นเพื่อประเทศชาติ สละเวลาในชีวิตส่วนตัว และพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดมาโดยตลอด หนูจึงรู้สึกว่าตัวเองสมควรได้รับการสื่อสารที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาจากหัวหน้าผู้ฝึกสอนโดยตรง
ทั้งในเรื่องการตัดสินใจและเหตุผลเบื้องหลัง หนูมีคำถามมากมายที่อยากถาม แต่คนที่โทรมาแจ้งไม่ใช่คนที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องนี้ หนูจึงไม่ได้ถามอะไรออกไปในวันนั้น
คำถามเหล่านั้นยังคงอยู่ในใจหนูจนถึงวันนี้ค่ะ
1. ทำไมคุณถึงตัดสินใจแบบนี้คะ ?
2. หนูไม่เด็กตรงไหนคะ? ตอนที่คุณตัดสินใจว่าจะใช้ผู้เล่นอายุน้อย หนูอายุเพียง 25 ปีเองค่ะ
3. หากเหตุผลคือการต้องการใช้ผู้เล่นอายุน้อยเหตุใดรายชื่อผู้เล่น 14 คนที่ได้รับเลือกจึงมีผู้เล่นที่อายุน้อยกว่าหนูเพียง 4 ปี ?
4. หนูไม่สมควรได้รับโอกาสลงเล่นต่อหน้าครอบครัวของตัวเอง ในการแข่งขันซีเกมส์ที่จัดขึ้นในประเทศไทยบ้างหรือคะ ?
5. หนูไม่สมควรได้รับโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันที่อาจเป็นรางวัลแห่งความทุ่มเทและความอดทนที่ผ่านมาบ้างเลยหรือคะ?
6.แล้วที่ตอนต้นปีหนูอดทนทำหน้าที่ในวันที่คนที่หนูรักมากที่สุดจากไปคุณไม่เห็นคุณค่าความอดทนของหนูเลยเหรอคะ
ใช่ค่ะ ซีเกมส์อาจไม่ใช่การแข่งขันระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและอาจไม่ใช่การแข่งขันที่สำคัญที่สุดในเส้นทางอาชีพของนักกีฬาทุกคน แต่สำหรับหนูซีเกมส์มีความหมายมากกว่าการแข่งขันรายการหนึ่ง มันคือการแข่งขันแห่งเกียรติยศเป็นโอกาสที่นักกีฬาหลายคนรอคอย เป็นช่วงเวลาที่เราหวังว่าจะได้เห็นผลตอบแทนจากความทุ่มเทและความอดทนตลอดช่วงเวลาที่รับใช้ทีมชาติ เพราะทุกคนต่างทราบดีว่า ผลตอบแทนทางการเงินจากการทำหน้าที่ในทีมชาตินั้นไม่ได้มากมายอะไรนัก
หนูเองก็รอคอยโอกาสแบบนี้เช่นกัน แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่กระทบจิตใจหนูมากที่สุดไม่ใช่เรื่องเงินหรือรางวัลค่ะ หากเป็นความรู้สึกว่าตัวเองถูกตัดออกจากทีมโดยที่หนูมองว่าการตัดสินใจนั้นไม่เป็นธรรม และหนูไม่ได้รับคำอธิบายที่ชัดเจน หนูตั้งใจ ทุ่มเท และอุทิศตัวเองให้กับประเทศชาติ แม้กระทั่งในวันที่หนูต้องสูญเสียคนที่รักที่สุดคนหนึ่งในชีวิต หนูก็ยังเลือกที่จะทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป
การต้องมาเผชิญกับเหตุการณ์นี้ในเวลาต่อมา จึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของหนูโดยตรงและรุนแรงกว่าที่หลายคนอาจเข้าใจ หนูเผชิญกับความผิดหวังอย่างหนัก มีอาการวิตกกังวล นอนไม่หลับ เศร้าเสียใจ และเมื่อสภาพจิตใจไม่พร้อม ร่างกายก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย หนูได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าถึง 2 ครั้ง ในช่วงที่การพักผ่อนของหนูไม่เพียงพอ
ในฐานะนักกีฬาอาชีพ หนูรู้ดีว่าการดูแลร่างกายสำคัญแค่ไหน แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้หนูได้เรียนรู้ว่า การดูแลจิตใจของตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะบาดแผลทางใจอาจไม่มีร่องรอยให้ใครมองเห็น แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่เจ็บปวด และบางครั้งมันก็ยากที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดจริง ๆ ค่ะ
หนูต่อสู้กับความรู้สึกเหล่านี้มาอย่างเงียบ ๆ มาโดยตลอด และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่หนูไม่ได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่แรก
วันนี้หนูดีขึ้นมากแล้วค่ะ หนูอยากขอบคุณทุกคนที่อยู่ข้าง ๆ หนู แม้ว่าหลายคนจะไม่ทราบรายละเอียดของเรื่องราวทั้งหมดแต่ก็ยังคอยส่งกำลังใจและมอบความรักให้หนูอยู่เสมอ ขอบคุณจากใจจริงนะคะ
ขอบคุณครอบครัว เพื่อน ๆ และคนรักของหนู หากไม่มีพวกเขาหนูคงผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากเหล่านั้นมาได้ยากมาก ขอบคุณที่ทำให้หนูเห็นว่าตัวเองมีคุณค่าในแบบที่เป็น ขอบคุณที่ทำให้หนูรู้ว่า หนูไม่ได้เป็นเพียงนักกีฬาคนหนึ่ง แต่ยังเป็นลูกที่ครอบครัวรัก เป็นหลานที่ป้า ๆ น้า ๆ รักและเอ็นดู เป็นเพื่อนที่ดีและเป็นคนรักที่ดีได้เช่นกัน
ขอบคุณที่ทำให้หนูมองเห็นคุณค่าของตัวเอง นอกเหนือจากการเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย
และสุดท้าย หนูอยากขอบคุณตัวเอง ขอบคุณที่ยังไม่ยอมแพ้ให้กับชีวิต ขอบคุณที่ยังต่อสู้และเลือกที่จะมีชีวิตต่อไป ขอบคุณที่เลือกตัวเองในวันที่มันยากที่สุด และขอบคุณที่วันนี้หนูกล้ายืนขึ้นเพื่อปกป้องความรู้สึกของตัวเองบ้าง หลังจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหนูก็ยังภูมิใจในตัวเอง และจะยังคงเล่นวอลเลย์บอลด้วยหัวใจของสาวไทย เพื่อให้คนในต่างประเทศได้เห็นว่า สาวไทยก็มีของ ไม่แพ้ชาติใดในโลก
แล้วเรื่องที่บอกว่าหนูไม่เข้าร่วมทีมชาติเพราะน้อยใจที่ไม่ได้ลงเล่น หรือคิดว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่นในตำแหน่งเดียวกันล่ะ ?
เรื่องนี้หนูขอชี้แจงให้ชัดเจนค่ะ เพราะหนูคิดว่ามีการตีความและส่งต่อข้อมูลกันไปจนคลาดเคลื่อนจากสิ่งที่หนูรู้สึกจริง ๆ ทุกคนคิดว่าหนูไม่รู้หรือคะว่าหนูกำลังยืนอยู่ข้างหลังบีหลังที่ดีที่สุดคนหนึ่งของเอเชียในเวลานี้ ?
พี่บีมเป็นรุ่นพี่ในตำแหน่งเดียวกันที่หนูรัก เคารพ และรู้สึกว่าเป็นคนที่น่ารักกับหนูมาก ๆ คนหนึ่งในทีมชาติ หนูไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยหรือรู้สึกไม่พอใจที่ต้องอยู่ในบทบาทของตัวเองเลยค่ะ หนูเคารพการตัดสินใจของโค้ชในการเลือกใช้ผู้เล่นในแต่ละจังหวะเสมอ สิ่งที่หนูมั่นใจคือ หนูยังสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของทีมได้มากกว่านี้ และหนูก็ภูมิใจและเคารพเพื่อนร่วมทีมทุกคนในทุกตำแหน่ง เพราะพวกเราคือผู้เล่นที่ดีที่สุดที่ประเทศของเรามีในช่วงเวลานั้น และเราสามารถช่วยเหลือ สนับสนุน รวมถึงสลับเปลี่ยนกันทำหน้าที่เพื่อทีมได้
อีกอย่างหนึ่ง สำหรับหนู การเป็นนักกีฬาที่ดีไม่ได้หมายถึงการต้องถ่อมตัวจนไม่กล้าเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง นักกีฬาจำเป็นต้องมีทั้งความทะเยอทะยาน ความมั่นใจ และอีโก้ที่เหมาะสม
เพราะการอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น, อยากทำได้มากขึ้น และอยากไปให้ไกลกว่าเดิม คือส่วนหนึ่งของการแข่งขันกีฬา
You need ambition and the right amount of ego to become a great athlete. You have to want more to achieve more.
หนูเชื่อแบบนั้นมาโดยตลอดค่ะ
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ หนูขอย้ำอีกครั้งว่า หนูออกมาพูดเพราะต้องการให้ตัวเองได้ก้าวต่อไปอย่างสบายใจและปล่อยวางกับสิ่งที่เกิดขึ้น การเก็บทุกอย่างไว้ในใจมาตลอดมันหนักเกินไป และหนูคิดว่าตัวเองก็สมควรมีพื้นที่ได้พูดถึงความรู้สึกของตัวเองบ้างเช่นกัน
หนูไม่ได้ต้องการสร้างดราม่า ไม่ได้ต้องการกล่าวหาหรือทำให้ใครเสียหาย หนูเพียงต้องการเล่าความจริงจากมุมมองและประสบการณ์ของตัวเองค่ะ
รายละเอียดบางอย่างหนูอาจไม่ได้พูดถึงทั้งหมด เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นด้วย
ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจากนี้ชีวิตและอนาคตของหนูจะเป็นอย่างไรนะคะ หนูยังเชื่อมั่นในเส้นทางของตัวเอง และทุกคนก็ไม่จำเป็นต้องกังวลแทนหนูค่ะ
ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง เป็นกำลังใจ และมอบความรักให้หนูเสมอมา
อะไรที่จะเกิดขึ้นก็ให้มันเกิดขึ้นค่ะ หนูจะเป็นคนเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง และจะเดินต่อไปในแบบที่หนูเชื่อมั่นเสมอ
No regrets. Never regret
ธนัชชา สุขสด